แพ็กเกจนี้คืออะไร
Launch คือแอปจริงหนึ่งตัวที่ลงได้ทั้ง iPhone และ Android จากโค้ดชุดเดียว มีไอคอนอยู่บนหน้าจอ ลูกค้าหรือพนักงานกดเปิดได้ทันที และค้นเจอได้ใน App Store กับ Google Play ในชื่อธุรกิจของคุณ
ข้างในมีหน้าจอหลักไม่เกินห้าหน้า ล็อกอินได้ และดึงข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ของคุณมาแสดงแบบสดๆ สิ่งที่แพ็กนี้ยังไม่มีคือแจ้งเตือน กล้องในแอป และการทำงานตอนไม่มีสัญญาณ ทั้งสามอย่างอยู่ในแพ็ก Device
เขียนด้วย React Native และ Expo ซึ่งสั่งหน้าจอของ iPhone และ Android ตัวจริง ไม่ใช่เว็บที่เอากรอบแอปมาครอบ ระหว่างทางคุณได้ลองแอปผ่าน TestFlight และ Google Play ในบัญชีของคุณเอง ตอนส่งมอบได้ซอร์สโค้ดทั้งหมด พร้อมไฟล์และเอกสารสำหรับยื่นทั้งสองสโตร์
ลองดูของจริง
ตอนนี้ยังไม่ได้เปิดแอป กดไอคอนบนหน้าจอเพื่อเข้าแอปได้เลย
การแจ้งเตือนแบบนี้อยู่ในแพ็ก Device แพ็กนี้ยังไม่มี
นี่คือข้อเดียวที่เว็บทำแทนไม่ได้จริงๆ เว็บที่ปิดแท็บไปแล้ว ส่งอะไรถึงคนใช้ไม่ได้เลย ต้องรอให้เขาเปิดเข้ามาเอง ส่วนแอปที่ปิดอยู่หรือมือถืออยู่ในกระเป๋า ยังเด้งขึ้นหน้าจอล็อกได้ ถ้างานของคุณต้องบอกคนให้รู้เดี๋ยวนี้ นี่คือเหตุผลที่ควรทำแอป ไม่ใช่เพราะแอปเท่ากว่า
นี่คือตัวจำลองหน้าจอของแอปที่ส่งมอบจริง ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในหน้าเว็บนี้ ไม่ได้ต่อกับระบบไหน ของจริงเขียนด้วย React Native และ Expo เป็นหน้าจอเนทีฟของ iPhone และ Android จากโค้ดชุดเดียว
ของจริงที่ทำงานอยู่แล้วคือ mobile-ai-chat แอปแชทที่ผมเขียนด้วย React Native และ Expo เก็บกุญแจ AI ไว้ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ ไม่ใส่ไว้ในตัวแอป เปิดโค้ดให้อ่านได้ทั้งหมด อ่านโค้ดบน GitHub
สิ่งที่คุณจะได้ ทั้งหมด
รายการนี้คือขอบเขตงานทั้งหมดของแพ็กเกจนี้ ไม่มีข้อไหนซ่อนไว้ในสัญญา
- แอปเดียวลงได้ทั้ง iPhone และ Android จากโค้ดชุดเดียว
- หน้าจอเนทีฟด้วย React Native ไม่ใช่เว็บครอบ
- หน้าจอหลักไม่เกิน 5 หน้า
- ล็อกอินและเชื่อมกับข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์
- ลองแอปจริงระหว่างทางผ่าน TestFlight และ Google Play
- ไฟล์และเอกสารครบสำหรับยื่น App Store และ Google Play พร้อมไกด์ตอนยื่น
- ค่าบัญชีนักพัฒนา Apple ปีละ 99 ดอลลาร์ และ Google Play ครั้งเดียว 25 ดอลลาร์ จ่ายในชื่อคุณหรือบริษัทคุณเอง เพื่อให้แอปเป็นของคุณจริง
- การกดยื่นขึ้นสโตร์แทนคุณ ผมเตรียมไฟล์และเอกสารให้ครบ แต่ขั้นตอนยื่นทำในบัญชีของคุณเอง ผมไกด์ให้ทีละขั้น
- เวลาที่ Apple และ Google ตรวจแอปก่อนขึ้นสโตร์ไม่นับรวมในระยะส่งมอบ และผลอนุมัติเป็นการตัดสินใจของสโตร์
- ค่าระบบหลังบ้าน ค่าแผนที่ และบริการภายนอกอื่น จ่ายตามการใช้งานจริงในบัญชีของคุณ
- ค่าโฆษณาและการทำให้คนโหลด เป็นงานการตลาดคนละสายกับที่ผมทำ
คำถามที่พบบ่อยของแพ็กเกจนี้
ห้าหน้าคือกี่หน้ากันแน่ นับยังไง
นับหน้าจอที่มีเนื้อหาต่างกันจริง ป๊อปอัปยืนยัน หน้าโหลด และหน้าแจ้งข้อผิดพลาดไม่นับ ตอนตกลงงานผมเขียนรายชื่อห้าหน้านั้นลงในสเป็คให้เห็นชัด จะได้ไม่มาเถียงกันทีหลังว่าหน้านี้นับหรือไม่นับ
ระหว่างทางจะได้ลองแอปยังไง
ฝั่ง iPhone ผมส่งแอปผ่าน TestFlight ของ Apple ฝั่ง Android ผ่านช่องทดสอบของ Google Play ทั้งสองทางอยู่ในบัญชีนักพัฒนาของคุณ คุณกดติดตั้งบนมือถือตัวเองได้เลยโดยไม่ต้องรอจบงาน ช่องทดสอบนี้คือเหตุผลที่ต้องเปิดบัญชีตั้งแต่วันแรก
Apple ไม่อนุมัติแอปได้ไหม
ได้ครับ Apple ตรวจแอปทุกตัวก่อนขึ้นสโตร์ และตรวจละเอียดกว่า Google เรื่องที่ถูกตีกลับบ่อยคือแอปที่เป็นแค่หน้าเว็บ แอปที่ต้องล็อกอินแต่ไม่ให้บัญชีทดสอบกับผู้ตรวจ และแอปที่ไม่มีนโยบายความเป็นส่วนตัว ผมเตรียมสามเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่แรก ส่วนเวลาที่สโตร์ใช้ตรวจไม่นับในระยะส่งมอบ
ทำไมไม่ทำเป็นเว็บให้ถูกกว่า
ถ้างานของคุณไม่ต้องอยู่ในสโตร์ ไม่ต้องแจ้งเตือน และไม่ใช้กล้อง ผมจะแนะนำให้ทำเว็บครับ ถูกกว่าและแก้ง่ายกว่า แอปคุ้มเมื่อคุณต้องการไอคอนบนหน้าจอลูกค้า ต้องการให้คนค้นเจอในสโตร์ หรือจะใช้ความสามารถของเครื่องในอนาคต ผมบอกตรงๆ ตอนประเมิน
มีผลงาน React Native จริงให้ดูไหม
มีครับ mobile-ai-chat เป็นแอปแชทที่ผมเขียนด้วย React Native และ Expo เก็บกุญแจ AI ไว้ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ ไม่ใส่ไว้ในตัวแอป เพราะกุญแจที่อยู่ในแอปใครก็แกะออกมาได้ โค้ดเปิดให้อ่านทั้งหมดบน GitHub ผมให้ตัดสินจากโค้ดที่อ่านได้ ไม่ใช่จากการนับปี